10 สัตว์โลกสุดแปลกประจำปี 2010
(อ่าน 136)
1.ปลิงที-เร็กซ์
มันได้รับการขนานนามว่า "ไทแรนนอบเดลลาเร็กซ์" หรือจอมทรราชย์ จากขนาดฟันของมัน เจ้าปลิงประหลาดชนิดนี้พบครั้งแรกใน "รูจมูก" ของเด็กสาวชาวเปรูคนหนึ่ง และถูกส่งไปให้ทีมวิจัยทำการตรวจสอบ ในตอนแรกบรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างพากันงงงวยไปตามๆ กัน เมื่อพบปลิงดูดเลือดขนาดยาว 7 ซม. พร้อมกับฟันซี่โตเหมือนไดโนเสาร์ ที่ชื่อว่า ที-เร็กซ์ ทีมวิจัยพบว่ามันใช้ฟันขนาดใหญ่เจาะเปิดรู บนร่างของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพื่อดูดเลือดเป็นอาหาร
ปลิงที-เร็กซ์
โดยทั่วไปอวัยวะสืบพันธุ์ของปลิงจะมีความยาวสมส่วนกับร่างกาย แต่เชื่อหรือไม่ว่า อวัยวะสืบพันธุ์ของเจ้าปลิงที-เร็กซ์ตัวนี้กลับมีความยาวแค่ครึ่งมิลลิเมตรเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าสั้นกว่าขนาดของปลิงทั่วไปตั้ง 10 เท่า หวังว่าเจ้าปลิงตัวนี้คงไม่ได้มีฟันขนาดใหญ่เพื่อมาชดเชยความ "เล็ก" ของมันนะ!
2. ปลาหมึกยักษ์สีม่วง
ปลาหมึกยักษ์สีม่วงน่ารักตัวนี้ เป็นหนึ่งใน 11 สัตว์น้ำสายพันธ์ุใหม่ที่ถูกค้นพบระหว่างการสำรวจทะเลน้ำลึกนอกชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของแคนาดา โดยฝีมือของทีมสำรวจร่วมของแคนาดาและสเปน ที่ใช้ยานดำนำ้ลึก "โรพอส" (ROPOS) ในการดำสำรวจใต้ทะเลเป็นเวลา 20วัน เมื่อปีก่อน พร้อมกับเป้าหมายที่จะหาสัตว์สายพันธุ์ใหม่ใต้ทะเลให้ได้ ซึ่งในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับเจ้าตัวนี้ และสายพันธ์ุอื่นอีก 10 สายพันธุ์ นักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมทำการสำรวจครั้งนั้นถึงกับพูดว่า "มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจริงๆ ที่เราได้เปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น"
ปลาหมึกยักษ์สีม่วง
อย่างไรก็ดี ภารกิจสำรวจหาสัตว์สายพันธุ์ใหม่ใต้ทะเลที่ว่านี้ ทำไปเพื่อค้นหาระดับเบื้องต้นเท่านั้น ทีมสำรวจไม่ได้นำเจ้าปลาหมึกยักษ์สีม่วงนี้กลับขึ้นมาบนบกเพื่อทำการวิจัยแต่อย่างใด
3. ค้างคาวโยดา
เจ้าค้างคาวจมูกหลอด พบโดยสองนักวิทยาศาสตร์ในปาปัว นิวกินี ตอนแรกมันยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็นสายพันธ์ุใหม่ ไม่มีแม้แต่ชื่อด้วยซ้ำ เพราะมันดูธรรมดาเหมือนค้างคาวผลไม้ทั่วไปที่ชอบทิ้งเศษเมล็ดจากอาหารของมันไว้เกลื่อนกลาด แต่ในเวลาต่อมามันกลับได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในสัตว์ที่พบใหม่ทั้ง 200 ชนิด ที่ปาปัวนิวกินี และมันยังถูกยกให้เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศแถบป่าฝนเขตร้อนอีกด้วย
ค้างคาวโยดา
4. ทากนินจา
ทากหางยาวสายพันธ์ุใหม่นี้ว่ากันว่า มีส่วนหางยาวเป็น 3 เท่าของส่วนหัว พบในบริเวณภูเขาสูงของเกาะบอร์เนียวตอนบน ส่วนที่เป็นของมาเลเซียเท่านั้น
ทากนินจา
นักวิทยาศาสตร์พบข้อมูลอันน่าสนใจว่า เจ้าทากชนิดนี้มีการสืบพันธ์ุที่แสนประหลาด โดยจะยิงคู่ของมันด้วย "ศรรัก" ซึ่งเป็นเข็มที่เกิดจากสารแคลเซียมคาร์บอเนตในร่างของมัน ซึ่งเคลือบไว้ด้วยฮอร์โมนสืบพันธุ์ ทำให้มันได้ชื่อว่าทากนินจา นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ด้วยพฤติกรรมแบบนี้จะช่วยให้พวกมันมีความสำเร็จในการผสมพันธ์ุมากขึ้นกว่าการสืบสายพันธุ์เหมือนทากปกติทั่วไป
5. ลิงจมูกบี้
ลิงสายพันธ์ุใหม่พบแถบภูเขาในดินแดนคะฉิ่นของประเทศพม่า นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อเล่นให้ว่าเจ้าบี้ มีลักษณะเด่นคือ มีเคราสีขาว ตัวเล็ก ปลายหูรวมทั้งหางของมันค่อนข้างยาว และกล่าวกันว่า สายฝนทำให้มันจามได้ มันจึงมักใช้เวลาในวันฝนตกด้วยการซุกหัวอยู่ในเข่าของตัวเองตลอด
ลิงจมูกบี้
ลิงชนิดนี้เคยถูกพบในจีนและเวียดนาม แต่ไม่เคยถูกพบที่พม่ามาก่อน และดูเหมือนปัญหาสำคัญของลิงประเภทนี้ก็คือ การที่พวกมันมักถูกพรานท้องถิ่นล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร จนทำให้มันใกล้สูญพันธ์ุแล้ว ทีมสำรวจบอกว่า พวกเขาพบมันในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ขณะที่ชาวบ้านกำลังจะชำแหละมันไปทำอาหารพอดี
6. ปลาดุกกินไม้
พบที่ป่าฝนของอเมซอน ในทวีปอเมริกาใต้ พวกมักกินต้นไม้ที่โค่นลงไปในแม่น้ำซานตา อานา ในประเทศเปรู เป็นอาหาร โดยใช้ฟันที่เป็นเอกลักษณ์ขูดเอาสารอินทรีย์จากต้นไม้ใต้น้ำเป็นอาหาร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วปลาชนิดนี้กลับย่อยต้นไม้ไม่ได้ มีเพียงสิ่งเล็กๆ อย่างสาหร่าย พืช และสัตว์ขนาดเล็กเท่านั้น ที่มันสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและขับถ่ายออกมาได้
ปลาดุกกินไม้
แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า พวกมันต้องมีจุลินทรีย์ที่ช่วยพวกมันย่อยไม้แน่นอน เพราะมันสามารถย่อยอาหารได้ภายในเวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมง เพียงแต่ยังไม่มีใครพบข้อมูลเกี่ยวกับจุลินทรีย์ที่ว่าเท่านั้นเอง
7. คางคกซิมป์สัน
พบที่ประเทศโคลอมเบีย ทางตอนเหนือของอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสัตว์ใหม่3สายพันธ์ุ รวมถึงเจ้าคางคกจมูกงุ้มความยาว2นิ้วตัวนี้ พวกเขาบรรยายว่า มันมีตัวยาวแหลม จมูกงุ้ม ทำให้เขานึกถึงมิสเตอร์เบิร์นส์ ในการ์ตูนทีวียอดฮิตของสหรัฐฯ อย่างเรื่องครอบครัวซิมป์สันนั่นเอง
คางคกซิมป์สัน
เจ้าตัวนี้ยังไม่มีชื่อเป็นทางการแต่อย่างใด แต่นักวิทยาศาสตร์พบว่า พวกมันมีรูปแบบการเจริญพันธ์ุที่แปลก คือไม่มีช่วงที่เป็นลูกอ๊อดเหมือนกับคางคกทั่วไป แต่พวกมันจะฟักออกจากไข่กลายเป็นตัวเลย
8. กิ้งก่าโคลนนิ่ง
กิ้งก่าโคลนนิ่ง
ในเวียดนามนิยมนำกิ้งก่าชนิดนี้มาเป็นอาหาร แต่เชื่อหรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รู้จักกิ้งก่าสายพันธ์ุนี้มาก่อนเลย นอกจากนี้มันยังมีแต่ตัวเมียจึงไม่ต้องไปวิ่งโร่หากิ้งก่าตัวผู้เพื่อการสืบพันธ์ุ เพราะมันสามารถผสมพันธ์ุด้วยตัวเองได้ และลูกที่ออกมาจะมีพันธุกรรมเหมือนตัวแม่ทุกประการไม่ต่างอะไรไปจากการ "โคลนนิ่ง"
9. ปลาหมึกหนอน
ในการสำรวจใต้ทะเลนอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ครั้งหนึ่งด้วยหุ่นยนต์สำรวจใต้ทะเลเมื่อปีที่แล้ว มีการค้นพบภาพของตัวประหลาดที่จะเป็นหนอนก็ไม่ใช่ จะเป็นปลาหมึกก็ไม่เชิง นักวิทยาศาสตร์ที่เห็นก็ร้อง "โอ้ มาย ก๊อด" ไปตามๆ กัน ซึ่งภายหลังก็มีผลการวิจัยใหม่ที่ระบุว่า มันคือหนอนทะเล และมันถูกเรียกว่า หนอนปลาหมึกแห่งซามา (ซามาเป็นชื่อวัฒนธรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศฟิลิปปินส์)
ปลาหมึกหนอน
ลักษณะทั่วไปของเจ้าหนอนปล้องตัวนี้คือ มีความยาว 9 เซนติเมตร มีหัวที่เต็มไปด้วยหนวดทั้ง 8 เส้น คอยทำหน้าที่ช่วยหายใจและหาอาหาร โดยหนวดมีความยาวเท่ากับตัวของมัน
10. ปลาตีนสีชมพู
ปลาตีนสีชมพู ชอบใช้ครีบในการเดินบนพื้นทะเลมากกว่าว่ายน้ำสมชื่อ มันมีความยาว 10 เซนติเมตร ปลาตีนมักพบที่เมืองโฮบาร์ต บนเกาะทัสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย แต่ไม่เคยมีใครพบสีชมพูแบบนี้มาก่อน
ปลาตีนสีชมพู
ก่อนหน้านี้มีการค้นพบปลาตีนทั้งหมด 14 สายพันธ์ุ ซึ่งล้วนแล้วแต่พบในออสเตรเลียทั้งสิ้น แต่เพราะที่ผ่านมา มีการศึกษาปลาตีนไม่มาก ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้เรื่องทางชีวภาพและพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก
ที่มา สำนักข่าวไทยรัฐ
โพสเมื่อ : 15 ก.พ. 2554
|